13 หนังที่ยอดเยี่ยมได้ออสการ์

thumbnail

เชื่อว่าหลายคงคงเป็นคอหนังกันมาก ชอบหาหนังดีๆดูไม่ว่าจะเป็นแนว หนังตลก หนังเศร้า หนังมีความรัก และแนวอื่นๆ แต่ที่จะมานำเสนอในวันนี้คือ 13 หนังที่ได้ออสการ์ ในยี่สิบปีหลังนี้ เชื่อว่าหลายๆคนคงอยากรู้กันแล้วว่าจะมีหนังเรื่องไหนบ้างไปดูกันเลยดีฟ่าว่าจะมีเรื่องอะไรกันบ้าง

1. Titanic | 1997

ตำนานรักเรือล่มนี่แทบจะเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เอ่ยชื่อไปใครก็รู้จัก เรื่องราวของหนุ่มน้อย Jack กับหญิงสาวต่างศักดิ์ Rose ที่สุดท้ายแม้จะไม่ได้สมหวังดังใจแต่มันก็กลายเป็นตำนานรักคลาสสิคบทหนึ่งของโลกภาพยนตร์ไปแล้ว
นอกจากนั้นมันยังเป็นก้าวแรกของการเป็น King of the World ของ ผกก. James Cameron ด้วยครับกับการเป็นหนังที่ทำเงินทั่วโลกสูงสุดอยู่ยาวนานมากจนกระทั่ง Avatar มาทำลายสถิตินี้ โดยฝีมือของเขาเองอีกเช่นกัน (บ้าไปแล้ววว)
สำหรับเรื่องนี้ผมว่าการถามว่าเคยดูรึยังอาจไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่ แต่อาจต้องถามว่าดูกันไปกี่รอบแล้วมากกว่านะครับเนี่ย ๕๕

2. Shakespeare in Love | 1998

Romeo & Juliet อาจจะเป็นบทละครที่เราได้ยินได้ฟังได้อ่านได้ดูกันมาจนพรุนแล้ว แต่เราเคยรู้ไหมว่าที่มาที่ไปกว่าจะกลายมาเป็นบทละครอันแสนเศร้านี้ได้มันเกิดจากอะไร.. หนังเรื่องนี้มีคำตอบ
เนื้อหาจะเป็นการเล่าถึง William Shakespeare ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่กำลังไอเดียตีบตับครับคิดอะไรก็ไม่ออก แต่แล้ววันนึงก็ได้ไปเจอเข้ากับหญิงงามต่างชนชั้นและตกหลุมรักอย่างจังจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับบทประพันธ์คลาสสิคอย่าง Romeo & Juliet
เนื้อหาโดยรวมของเรื่องก็เรียกได้ว่าหนังรักซึ้งๆที่ดีและดูง่ายดูสนุกเรื่องนึงเลยครับ แต่ที่เด่นมากคือภาคการแสดงและส่วนของงานสร้างนั่นเองที่อลังการเหลือเกินจริงๆ

3. American Beauty | 1999

แม้จะบอกว่า Beauty แต่นี่คือหนังที่ถูกสร้างมาเพื่อตีแผ่ความปลอมเปลือกของสังคม “อเมริกันในอุดมคติ” ที่ตีได้มันมากจนคว้า Best Picture กันไปเลย
หนังจะเล่าถึงพ่อบ้านวัยกลางคนธรรมดาๆครับที่กำลังประสบปัญหาชีวิตเช่นเดียวกับชายวัยกลางคนอีกมากมายอย่างการมีปัญหากับภรรยา ที่ทำงาน หรือกับลูกๆที่ดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง มีเพียงอย่างเดียวที่ช่วยทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ก็คือ เพื่อนของลูกสาวที่มาปลุกไฟราคะให้เขาอีกครั้ง แต่นั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่จะพาเขาไปสู่หายนะอย่างช้าๆ
จริงๆหนังไม่เพียงแค่สะท้อนสังคมอเมริกันออกมาเท่านั้น แต่มันยังสื่อสารไปถึง “ชนชั้นกลาง” ที่กำลังวาดภาพชีวิตในฝันได้เกือบทุกแห่งหนบนโลกที

4. Gladiator | 2000

หนึ่งในการทวงแค้นที่ Epic ที่สุดครั้งหนึ่งกับเรื่องราวที่ได้เรื่องจริงมาเป็นแรงบันดาลใจครั้งนี้คือหนังที่ถึงกับส่งให้ตัวเองไปไกลถึง Best Picture และส่งให้ Russell Crowe ไปไกลถึงการคว้าออสการ์ดารานำชายมาครองเลยทีเดียว
เนื้อหาของมันคือความยิ่งใหญ่ที่สมฐานะซึ่งเล่าถึงอดีตแม่ทัพคนสำคัญของโรมอย่าง “Maximus” ที่ถูกจักรพรรดิของตัวเองหักหลังและยังถูกส่งไปเป็นทาส จากวีรบุรุษต้องกลายเป็นเศษดินไปในชั่วข้ามคืน แต่กระนั้นเอง Maximus ก็มิอาจจะยอมแพ้ต่อชะตากรรมได้ สิ่งที่เขาตั้งมั่นคือการกลับมายังโรมในฐานะเจ้าแห่งเวทีโคลอสเซียม “Gladiator” และทำการล้างแค้นต่อผู้ที่ทำร้ายเขาและครอบครัวให้จงได้
ความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ของหนังอย่าง Gladiator บังเกิดจากหลายภาคส่วนมารวมกันไม่ว่าจะเป็นทั้งด้าน Production ที่ถ่ายทอดบรรยากาศโคลอสเซียมออกมาได้อย่างสมจริง ตัวบทที่ลึกซึ้งเข้าถึงสภาวะการเมืองในยุคนั้น และที่สำคัญคือการแสดงอันเอกอุของทั้ง Russell Crowe และ Joaquin Phoenix ที่ฟาดฟันกันด้วยฝีมือการแสดงได้เป็นอย่างดีไม่มีใครยิ่งหย่อนไปกว่าใครเลย (เอาเข้าจริงผมชอบการแสดงของ Joaquin มากกว่านิดๆด้วยแฮะ)
โดยรวมแล้ว Gladiator จึงกลายเป็นหนังมหากาพย์ที่บันเทิงมากและทำให้เรารู้ซึ้งถึงคำว่าศักดิ์ศรีและวีรบุรุษอย่างแท้จริงครับ

5. A Beautiful Mind | 2001

อัจฉริยะบุคคลส่วนใหญ่ที่เราได้รู้จักกันผ่านภาพยนตร์นั้นมักจะหนีไม่พ้นต้องเชิญกับปัญหาทางจิตมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไปเหมือนกับมันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ทัดเทียมกับมันสมองระดับพิเศษที่พวกเขาได้รับมา
Professor John Nash จากเรื่องนี้ก็เช่นกัน แม้เขาจะเก่งกาจอย่างมากในเชิงคณิตศาสตร์แต่ในด้านการใช้ชีวิตเขากลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเมื่อไม่สามารถจะนำพาตัวเองไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไปแบบปรกติได้เลย จนในที่สุดมันก็นำไปสู่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่เขาต้องเผชิญในท้ายที่สุด
สิ่งที่ต้องชื่นชมมากของเรื่องนี้คือความซับซ้อนของบทในช่วงที่โรคจิตเภทของ Professor กำเริบถูกเขียนขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อบวกเข้ากับการแสดงอันเยี่ยมยอดของ Russel Crowe เข้าไปอีกมันเลยกลายเป็นว่าหนังสามารถพาเราไปถึงจุดที่รู้สึกสับสนกับความจริงความลวงไปพร้อมกับตัวเอกได้อย่างอยู่หมัด จังหวะการเล่ามันเป๊ะ การแสดงมันเจ๋งจนเหมือนพี่แกไม่ได้แสดงหนังอยู่ และยังไปไกลกว่านั้นด้วยการทำให้ผู้ชมแอบเอาใจช่วย ศร.อยู่ลึกๆว่าสุดท้ายแล้วขอให้ภาพที่แกเห็นเป็นไปอย่างที่แกคิดเถอะน่า…นะ

6. Chicago | 2002

ถึงผมจะให้เลเวลความยากไปถึง 2 หน่วยแต่เอาจริงแล้วสำหรับ Chicago นั้นมันน่าจะขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบหนังเพลงหรือชอบอะไรแบบละครเวทีรึเปล่านั่นแหละครับ ถ้าชอบมากก็อาจจะดูสบายมาก ถ้าเฉยๆถึงไม่ชอบก็อาจจะดูยากทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามถ้าเอาผมที่เฉยๆกับอะไแนวนี้เป็นเกณฑ์ก็ต้องบอกว่ามันสนุกมากกกกกกจริงๆนะเออ
เนื้อหาหนังจริงๆมีไม่เยอะ จะเป็นการเล่าถึงผู้หญิงคนนึงที่ฝันอยากเป็นนักแสดงแต่ดันเผลอไปก่อเหตุฆาตกรรมขึ้นจึงถูกส่งไปเข้าคุกและเธอก็หาทางทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้กลับออกมาข้างนอกให้ได้
แม้เนื้อหาจะมีแค่นั้น แต่ความเด็ดของมันคือการเล่าเรื่องออกมาสไตล์ละครเวทีใช้เพลงดำเนินเรื่องเป็นหลักซึ่งมันก็พอดีเลยกับเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องการเสียดสีสังคมที่มองเหตุร้ายแรงหลายๆอย่างเป็นเพียงความบันเทิงเท่านั้น
คือมันเสียดสีออกมาได้ตรงไปตรงมากครับแต่ก็คมคายมากไปพร้อมกันด้วยวิธีการเล่า สนุกมากนะครับ แนะนำเลย

7. The Lord of the Rings: The Return of the King | 2003

บทสรุปแห่งตำนานแห่งแหวนที่เริ่มต้นจากดินแดนอันสงบสุขของเหล่าฮอบบิท และมาสิ้นสุดที่ปากปล่องภูเขาไฟในดินแดนมอร์ดอร์ที่มันจะมอบให้เราได้ครบทุกความรู้สึกเท่าที่สื่อภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะมอบให้ได้เลยทีเดียว
จริงหนังแฟนตาซีเนี่ยแทบจะเป็นแนวที่ไม่ใช่ทางออสการ์เลย แต่มันคือข้อยกเว้นสำหรับเรื่องนี้ครับ แถมไม่ใช่แค่การพุ่งไปคว้า Best Picture ได้แบบธรรมดาๆนะ แต่ยังเป็นการเข้าชิงถึง 11 สาขา และกวาดเรียบไปทั้ง 11 สาขาที่เข้าชิง!!! เรียกว่าปีนั้นหนังเรื่องอื่นที่เข้าชิงพร้อมกันก็นั่งเหงาไปเลยทีเดียว
และกับเรื่องนี้ก็เช่นกันครับแม้มันจะยาวมากกกกก็เหอะ แต่ผมก็เปิดดูบ่อยมากเช่นกันเรียกว่าไม่ต้องนับกันเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนเลยแหละที่น่าจะเป็นแบบผมแน่ๆ ๕๕

8. Million Dollar Baby | 2004

Million Dollar Baby คือเรื่องราวความมุ่งมั่นไม่ธรรมดาของลูกผู้หญิงคนนึงที่ค้นพบว่าตัวเองชอบอะไรและก็ตั้งใจจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบนั้นให้ดีที่สุดแม้ว่าหนทางข้างหน้ามันจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ตาม
ตัวละครเอกของเรื่องอย่าง Maggie นั้นจริงๆแล้วก็เป็นแค่ผู้หญิงที่ดิ้นรนสู้ชีวิตคนหนึ่งที่รู้ว่าตัวเองชอบแนวทางของหมัดมวย แม้เธอต้องผ่านอะไรยากลำบากมามากด้วยฐานะที่ไม่ค่อยจะดีนักแต่เธอก็ไม่เคยท้อแท้ใจและก็ได้ใช้ความตั้งใจจริงมาทำให้ Frankie เทรนเนอร์มวยที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุคยอมรับเธอเป็นนักมวยในสังกัดจนได้ในที่สุด
และเธอเองก็ตอบแทนความเชื่อใจของ Frankie ด้วยการตั้งใจทำตามที่เขาสั่งอย่างเข้มงวดไม่มีขาดตกบกพร่องจนสามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนสังเวียนได้อย่างต่อเนื่อง มั่นคง อันเป็นข้อคิดได้เป็นอย่างดีว่าการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สำเร็จนั้นมันเป็นเรื่องดี แต่เมื่อเราได้มันมาแล้วการทำมันต่อไปอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเช่นกัน
และที่สุดแล้วภายใต้คราบของการเป็นหนังหมัดมวย มันยังเป็นหนังที่มอบบทเรียนที่โหดร้ายแต่เข้าถึงใจที่สุดให้กับเราได้อย่างหนักหน่วงรุนแรงในตอบจบอีกด้วย

9. Argo | 2012

แม้ในทางการแสดง Ben Affleck อาจจะไม่ใช่นักแสดงที่โดดเด่นอะไรนัก แต่ในด้านการกำกับ นี่คือหนึ่งในหนังที่การันตีฝีมือเขาได้เลยว่าไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ
Argo คือ “ชื่อของหนัง” ที่ทีมงาน CIA คิดขึ้นเพื่อใช้ในแผนการชิงตัวประกันอเมริกัน 6 คน ที่ตกอยู่ในอันตรายในประเทศอิหร่าน โดยทีม CIA ได้ทำการปลอมตัวแทรกซึมเข้าไปในอิหร่านด้วยเหตุผลว่าต้องการมาถ่ายหนัง ก่อนจะหาทางพาตัวประกันหลบหนีออกนอกประเทศ… ฟังดูโม้เหมือนหนัง แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่ามันถูกสร้างโดยมีเค้าโครงจากเรื่องจริง!
และที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ Ben Affleck สามารถพามันไปไกลถึง Best Picture กันเลยทีเดียว
*** แต่จริงๆหนังก่อนหน้านี้ที่พี่เบนแกทำมาก็ถือว่าดีๆทั้งนั้นครับ อย่าง Gone Baby Gone หรือ The Town เป็นต้น เพิ่งจะมาตายก็ตอน Live by Night นี่เอง ***

10. 12 Years A Slave | 2013

อันนี้ดูไม่ยากแต่หนังมันเนื้อหาหนักมากครับ หนักจนไม่น่าเชื่อว่าเลยนี่คือหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เหมือนเราๆที่มีความผิดแค่สีผิวไม่เหมือนเราเท่านั้นเอง
เนื้อหาหนังจะเป็นเรื่องราวของ Solomon ซึ่งอันที่จริงก็เป็นชายผิวสีที่มีฐานะและเป็นนักไวโอลินอีกต่างหาก แต่วันดีคืนร้ายดันโดนจับตัวไปขายเป็นทาส แม้ว่าเขาจะพยายามชี้แจงแค่ไหนว่าแบบนี่มันไม่ใช่แล้ว แต่ด้วยความที่ “ผิวสี” สุดท้ายเขาก็ทำอะไรไมไ่ด้นอกจากใช้เวลาไปถึง 12 ปีในฐานะทาสที่เปลี่ยนนายไปเรื่อยๆและก็ได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตในฐานะชนชั้นต่ำสุดของสังคมอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสอย่างยาวนาน
นี่คือหนังที่ตีแผ่ความโหดร้ายที่มนุษย์เคยกระทำต่อกันได้หนักหน่วงที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียวครับ มีฉากหนึ่งที่ทาสคนหนึ่งถูกจับแขวนคอไว้ในระยะที่เขาต้องเขย่งตัวจึงจะไม่ถูกเชือกรัดคอตาย แล้วกล้องก็จับภาพนั้นไปเรื่อยๆโดยที่ทาสคนอื่นกลับมองว่าสิ่งที่เกิดคือเรื่องปรกติและไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยอะไรเลยเนี่ยเห็นแล้วมันจุกอกดีเหลือเกิน

11. Spotlight | 2015

สำหรับเรื่องนี้เองก็จะคล้ายๆกับ 12 Years A Slave เลยครับคือเนื้อหาน่ะไม่ยากเกินเข้าถึงหรอกแต่ประเด็นมันน่ะหนักมากเหลือเกิน
Spotlight เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงในคดีอื้อฉาวครั้งหนึ่งกับการต่อสู้ของนักหนังสือพิมพ์แห่ง Boston Globe กับคริสตจักร เพื่อขุดคุ้ยหาความจริงมายืนยันข่าวคาวที่ได้รับมาว่ามีนักบวชของคาทอลิกจำนวนหนึ่งได้ทำการลวนลามเด็กๆทั้งหญิงและชายมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานแล้ว และที่มันแย่ก็คือเรื่องพวกนี้ไม่เคยได้รับการพูดถึง ไม่เคยได้รับการขยายความ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นมันยังมีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในบอสตันรวมไปถึงนักกฏหมายหลายภาคส่วนมาร่วมมือในการปกปิดด้วยอีกต่างหาก… อะไรมันจะสิ้นหวังได้ขนาดนั้น
ดังนั้นแล้วเมื่อนักบุญจำนวนหนึ่งใช้ความศรัทธาเป็นเครื่องมือในการล่อลวงลูกแกะที่กำลังหลงทางไปสู่หนทางของการทำร้ายจิตใจพวกเขาให้แตกสลายและย่อยยับ อีกทั้งคนพวกนั้นก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในคริสตจักรต่อไปแบบไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร กฏหมายก็เอาผิดไม่ได้มากมายนักมันก็คงต้องถึงคราวที่พลังของปากกาจะได้สำแดงฤทธา ณ บัดนี้

12. Moonlight | 2016

โดยปรกติเราอาจเจอกันแต่ Coming of Age ที่ตัวละครมีการพัฒนาจากหนึ่งไปสองไปสามจนไปจบที่การคลี่คลายปมในใจกลายเป็นคนที่โตขึ้นทางความคิดได้อย่างงดงาม แต่ Moonlight นี้มันคือหนังที่พาเราไปเจอการก้าวข้ามวัยของ “คนชายขอบ” หรือคนที่อยู่ตรงชายแดนของสังคมที่ไม่ค่อยจะถูกให้ความสำคัญหรือเหลียวแลได้อย่างทรงพลัง
Moonlight เป็นหนังที่จะว่าไปก็น่าสงสารเหมือนกันนะครับเข้ากับคอนเซ็ปท์ของเรื่องราวเลยตรงที่แม้จะเป็นผู้ชนะ แต่ก็เป็นผู้ชนะที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ประกาศผลผิดในปีที่แล้วเลยทำให้แทบจะไม่สามารถมีโมเม้นท์ดีๆของตัวเองบนเวทีออสการ์ เรียกว่าชายขอบกันหนักมาก
แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ไปทำให้ความดีงามของหนังลดน้อยลง แม้ภาพลักจะทำให้เรารู้สึกว่าน่าจะเข้าถึงยากตรงที่เป็นหนังเกย์ หนังคนผิวสี หนังเกี่ยวกับแก๊งค์อันธพาลติดยา ทว่าเนื้อหาจริงๆของมันเนี่ยย่อยง่ายและกินใจมากมายจริงๆ

13. The Artist | 2011

อันที่จริงแล้ว The Artist มันอาจจะไม่ใช่งานที่ดูยากอะไรเลย เพราะโดยเนื้อหาแล้วมันค่อนข้างจะเรียบง่ายชัดเจน แต่กำแพงเพียงอย่างเดียวของหนังก็คือมันเป็นหนัง “ขาวดำ” ทั้งยังเป็น “หนังเงียบ” (แต่มีเสียงดนตรีประกอบนะครับ) อีกต่างหาก
แต่หากคุณกล้าๆจะลองเปิดดู ก็อาจจะได้พบเข้ากับงานที่ดีมากๆชิ้นนี้แบบที่ผมเคยสัมผัสมันมาแล้วก็ได้
ด้านเนื้อหานั้นหนังจะเล่าถึง George Valentin อดีตดาราหนังเงียบที่โด่งดังมาก แต่แล้ววันหนึ่งการมาของหนังมีเสียงที่สามารถบันทึกการพูดจาของนักแสดงได้ก็ทำให้ Valentin กลายเป็นดารายุคเก่าที่ตกกระป๋องที่ถึงขนาดต้องขายสมบัติเก่ากินและดำดิ่งสู่ความล้มเหลวเต็มรูปแบบจากการไม่ยอมปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัย
ทว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่มีบทสรุปเสียดแทงและสะท้อนสังคมได้ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมาเลยทีเดียว
คือหากเนื้อหาลักษณะนี้มันเป็นหนังสีธรรมดาก็อาจจะดูธรรมดามากแหละครับ แต่พอมันถูกสร้างมาเป็นหนังเงียบขาวดำ แล้วสามารถเอาจุดเด่นของหนังลักษณะนี้มาเป็นส่วนช่วยเสริมในการเล่าประเด็นที่อยากสื่อให้หนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีกเนี่ยมันกลายเป็นงานที่ดีมากและมีเอกลักษณ์มากๆไปเลยทีเดียว
จริงๆก่อนดูผมก็งงเหมือนกันนะว่าแค่จะมาเคารพเชิดชูหนังยุคเก่าแบบนี้ก็ได้ออสการ์ไปเลยเหรอ แต่พอดูจบเนี่ยโอ้โห มันไปไกลกว่านั้นเยอะเลยจริงๆ

เป็นไงกันบ้างคะสำหรับ 13 หนังที่ได้รางวัลออสการ์ บางเรื่องหลายๆคนคงไม่รู้จักหรอกใช่ไหมคะแต่เชื่อเถอะว่าถ้าได้ดูจะต้องติดใจลองไปหาดูกันนะคะสำหรับหนังที่นำเสนอมา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back To Top